Home บทความทางศาสนา
ข้อมูลพื้นฐาน
PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ (ศูนย์เทคโนฯ)   
วันเสาร์ที่ 07 กันยายน 2013 เวลา 11:43
จำนวนวัดในจังหวัดเชียงราย
วัดมีพระสงฆ์ทั้งจังหวัดเชียงราย 750 วัด
มหานิกาย 720 วัด
ธรรมยุต 30 วัด
จีนนิกาย 1 วัด
อนัมนิกาย - วัด
พระอารามหลวง 3 วัด
มหานิกาย 3 วัด
ธรรมยุต - วัด
วัดราษฎร์ 717 วัด
มหานิกาย 716 วัด
ธรรมยุต 30 วัด
จีนนิกาย 1 วัด
อนัมนิกาย - วัด

 

จำนวนพระภิกษุและสามเณรในจังหวัดเชียงราย
พระภิกษุ 3,664 รูป
มหานิกาย 3,278 รูป
ธรรมยุต 386 รูป
สามเณร 3,709 รูป
มหานิกาย 2,670 รูป
ธรรมยุต 39 รูป

ข้อมูล ณ วันที่ 30 มีนาคม 2559

LAST_UPDATED2
 
PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย manager   
วันศุกร์ที่ 09 กันยายน 2011 เวลา 04:47

วัดถ้ำผาจม

          ตั้งอยู่ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่า  โดยมีแม่น้ำสาย  เป็นเส้นแบ่งเขตแดนทั้งสองประเทศ  นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปที่แม่สาย  ส่วนใหญ่เมืองมาถึงตลอดแม่สาย  ก็จะเลยข้ามฝั่งไปประเทศพม่า  ที่เรียกกันว่าฝั่งท่าขี้เหล็ก  ไปเที่ยวซื้อของพื้นเมืองของที่ระลึกต่าง อันได้แก่  หินหยก  หยกของประเทศพม่า  เป็นหยกที่ดีที่สุดเพราะมีความเป็นมันวาว    อยู่ในตัวของมันพวกเครื่องประดับต่าง   เช่น พลอยทับทิม  ตัวแหวน  สร้อยข้อมือ  ซึ่งค่าแรงงานทางฝั่งพม่า  ไทยใหญ่ถูกกว่าทางกรุงเทพฯ  และยังมีสินค้าของประเทศจีน  ที่ผ่านเข้ามาจากคุงหมิง  มาทางเชียงตุงแล้วเข้ามาวางขายที่ตลาดท่าขี้เหล็กนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เมื่อมาแล้ว  ก็จะถ่ายรูปตรงป้ายที่เขียนว่า  เหนือสุดยอดสยาม เพราะบริเวณเขต .เวียงพางคำ .แม่สาย นั้นเป็นพื้นที่ส่วนที่สูงที่สุดของประเทศไทย  ฉะนั้นวัดถ้ำผาจม  จึงเป็นวัดที่ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย

างเข้าวัดถ้ำผาจม

          เมื่อมาถึงตรงบริเวณจะข้ามสะพานไปพม่านั้น  ทางด้านซ้ายมือจะมีถนนลาดต่ำ  มีป้าย  วัดถ้ำผาจนปักให้เห็นชัดอยู่ให้ขับลงไปตามถนนวิ่งไปเพียง    นาที  ก็จะถึงวัดถ้ำผาจน  ถ้าจะนั่งสามล้อก็ประมาณ  ๑๐  บาท  ต่อ    คน  ถ้าไป    คน    ก็เสีย ๒๐    บาทนะ  รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็เช่นกัน  เก็บคนละ  ๑๐ บาท   ถ้าจะเดินเข้าไปก็ใช้เวลาประมาณ  ๒๐   นาที  ถานที่ของวัดถ้ำผาจม          ตั้งอยู่ในบริเวณหุบเขาซึ่งเป็นเทือกเขายาวไปถึงพระธาตุดอยตุงเรียกกันว่าเทือกเขานางนอน  คือถ้ามองไกล  ๆ ก่อนที่จะถึงตัวเมืองแม่สายอยู่ระหว่างทางประมาณ  ๑๗  กิโลเมตร แล้วสังเกตุดูทางด้นซ้ายมือ  จะเห็นภูมเขาเป็นทิวยาวเป็นรูปหญิงนอนอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า  เขานางนอน    แต่เมื่อยืนอยู่บนเขาของวัดแล้วมองลงมาข้างล่าง  จะเห็นเป็นรูปโค้ง  โอบบริเวณวัดและบ้านเรือนแถวนั้นเป็นรูปมังกร  จากคำกล่าวของหมอซินแสชาวจีนที่ชำนาญทางด้านฮวงจุ้ยเมื่อมาเห็นแล้วชอบใจและกล่าวว่า   เป็นภูมิประเทศที่ดีมาก  ถูกต้องตามตำรา  บริเวณนี้จะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอนอินเดีย  ได้บอกว่า  สถานที่ตั้งของวัดถ้ำผาจมคล้ายกับกรุงราชคฤห์  เมื่อมองลงมาจากภูเขาคิชณกูฎ  วัดถ้าผาจม  ตั้งอยู่บนเทือกเขามังกรตามตำราของซินแสจากเมืองจีนที่ได้เข้ามาเที่ยวชมวัดรอบบริเวณอาณาเขตของถ้ำผาจม  ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนเชิงเขา  ขึ้นไปทางบนเขาการที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างอันใด  เช่น  โบสถ์   ศาลา  ต่าง ๆ  แล้วจึง  ต้องมีการขุดเขาเพื่อปรับพื้นที่ให้เสมอราบ   สร้างความเหนื่อยยากให้กับหลวงพ่อวิชัย  เขมิโย  เอามาก  ๆ เพราะเมื่อสมัย  ๒๕๑๘   นั้น  หลวงพ่อวิชัยเขมิโย  ยังไม่มีลูกศิษย์  หรือคนรู้จักมากนัก   พอขุดเบาปรับพื้นที่ยังไม่เสร็จดีดินก็ถล่มลงมา  สมัยนั้นลำบากมาก  รอบ    บริเวณวัดถ้ำผาจมจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ตามธรรมชาติที่จริง  กุฏิของพระภิกษุสามเณรจึงอยู่ตามป่าเขาร่มรื่นด้วยพรรณไมยืนต้นนานาชนิด  ต้อนไผ่แต่ละต้นมีขนาดใหญ่เท่าหัวเด็กความสงบเงียบเพื่อที่จะปฎิบัติธรรมจึงมีอย่างสมบูรณ์ เรียกว่าธรรมชาติช่วยหนุนอย่างเต็มที่ ประกอบด้วยพื้นที่อยู่ในเขตเหนือ  และยังติดกับทางชายแดนพม่าที่ชานเมืองยังไม่เจริญ  จึงทำให้อากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนก็ไม่ร้อนมากนัก  เพราะว่าลมบนเขาก็มีอยู่ตลอดกุฏิที่พักของพระภิกษุ  ซึ่งสร้างอยู่ตามเชิงเขาด้านบน  อยู่อย่างธรรมชาติตามป่าเขาอย่างสงบ ความสงบสามารถช่วยการบำเพ็ญภาวนาได้อย่างดีเยี่ยม          ผู้ที่จะหาความสงบจากธรรมชาติ  เพื่อที่จะทำสมาธิกรรมฐานแล้ววัดถ้ำผาจม  จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งได้อย่างเต็มปากท่านที่จะมาเที่วชมวัดนี้ให้อย่างจุใจแล้วควรจะใช้เวลา    วัน จะเที่ยวได้อย่างทั่วถึง คือวันแรกเที่ยวบนเขาก่อน  ค่อย  ๆ ขึ้นไปทีละขั้น  อย่าเร็วเดี๋ยวจะเหนื่อยจะเห็นเจดีย์รูปทรงทางเชียงแสนเดิม  อยู่บนชั้นแรกของเขา  จะเห็นเป็นกุฏิเล็ก ๆ เรียกว่าเข้าไปนอนได้เพียงองค์เดียวตั้งเรียงติดพนังเขากุฏิเล็ก  ๆ นี้สำหรับฝึกไม่ให้ยึดติดกับสถานที่   ไม่ให้ยึดติดกับความสะดวกสบายบนเขาชั้นแรกนี้จะมองเห็นบริเวณส่วนหน้าของววัดได้หมด  เรียกว่ามีความสูบบนเขาชั้นแรกนี้จะมองเห็นบริเวณส่วนหน้าของวัดได้หมด  เรียกว่ามีความสูบบนเขาชั้นแรกนี้จะมองเห็นบริเวณส่วนหน้าของวัดได้หมด  เรียกว่ามีความสูงพอสมควรจะเห็นตึกที่พักของญาติโยม  ผู้ที่มาทำบุญ  ผู้ที่ทอดกฐินผ้าป่ารวมทั้งผู้ที่มาฝึกสมาธิ  หรือสัญจรผ่านไปมา  และถ้ามองทางด้านเหนือจะเห็นทิวเขาของวัดพระธาตุดอยเวา   เห็นศาลา  เห็นเจดีย์สีทองอร่ามซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาที่กล่าวมาข้างต้น  เป็นเทือกเขามังกร  บนเขาชั้นแรกนี้ เมื่อขึ้นไปอยู่บนเขา  จะสามารถมองเห็นฝั่งตลาดแม่สาย  และตลาดพม่าได้อย่างชัดเจน  อากาศบนเขานี้บริสุทธิ์เย็นสบายยิ่ง ถึงแม้ว่าเป็นช่วงกลางวันก็ตาม เมื่อเดินไปทางทิศตะวันตก     จะเห็นกุฏิใหญ่น้อยเรียงรายอยู่ตามเชิงเขาโดยมีต้นไม้ให้ความร่มรื่น          บางครั้งจะเห็นพระเณรออกมาเดินจงกรม  หรือออกมาทำงานให้กับวัดและเมื่อเดินไปทางทิศตะวันตก  จนถึงกุฏิตรงล้านต้นไผ่  บริเวณนี้จะมองเห็นดาดฟ้าหลังคาของตึกสูง    ชั้น  ที่บนตึกของผู้พักของฝ่ายฆราวาสลานดาดฟ้าที่กว้างนั้น  หลวงพ่อวิชัย  เขมิโย  ได้ทำไว้เป็นที่สำหรับเดินจงกรมของผู้ที่จะมาฝึกสมาธิ  บำเพ็ญภาวนาในช่วงเย็นและช่วงเช้า  จะมองเห็นผู้ที่มาปฏิบัติทั้งยืนทำสมาธิ ทั้งเดินจงกรม  อย่างสงบเป็นภาพที่น่าดูยิ่งนักประกอบกับวิวทิวทัศนีย์ภาพของเนินเขาที่อยู่ด้านหน้า  และรอบข้างนั้น  ทำให้ภาพบรรยากาศของธรรมชาติ  สวยสดเพื่อชีวิตชีวาจากธรรมชาตินั่นเอง          และที่บนดาดฟ้านี้เหมาะสมอย่างยิ่งของผู้ที่ไม่อยากเดินขึ้นเขา  ของผู้เฒ่าผู้แก่ให้ท่านเหล่านั้นขึ้นมาบนดาดฟ้านี้  ขึ้นมาชมทิวทัศน์  ของหุบเขาคุ้มมังกร  ดูพระธาตุดอยเวหาท่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม  ดูพระอาทิตย์ในยามเช้าและยามอัศดง  หรือจะดูพระอาทิตย์อัสดง  หรือจะดูแสงจันทร์  ยามราตรี   ก็ได้จะพบกับความสงบนิ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง  ดาดฟ้าของตึกผู้พักนี้  จึงให้คุณประโยชน์อย่างมากและยืนอยู่บนดาดฟ้านี้แล้วมองไปด้านหลังทิศใต้จะเห็นกุฏิพระตั้งเรียงรายแต่ห่างกันระดับความสูบของดาดฟ้า  จะเทียบเท่าความสูงของเขาชั้นที่    ตามที่เล่ากันมา  เมื่อมองสูงขึ้นไป  จะเห็นกฏิระชั้นที่    จะมีที่พักของพระภิกษุที่ชอบความเงียบสันโดษ  สร้างเป็นตึก    ชั้นดังรูปที่นำมาให้ชม                หลาย ๆ ท่านที่มาวัดถ้ำผา  จม เช่น มาทำบุญ  ทอดกฐินทุกปี อย่างเช่นคณะเพื่อนฝูงของผู้เขียนที่เคยมา  ๔-๕  ครั้ง  แล้วก็ตาม ยังไม่เคยขึ้นมาชมวิวบนดาดฟ้าเลยก็มีมาก  ซึ่งนาเสียดายเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะช่วงที่มีพระจันทร์เต็มดวงหรือคืนเดือนหงายจะเห็นความงามของแสงจันทร์ที่นวลตาขับความมืดของหุบเขาให้สว่างไปอีกแบบหนึร่ง  คือมองแล้วเย็นสบายตามองเห็นไฟเล็ก  ๆ ตามบ้านเรือนร้านค้าที่อยู่ไกลออกไป  ความเงียบสงัดของธรรมชาติยามราตรี  ถูกขับกล่อมด้วยเสียงจักจั่นเรไรในบางครั้งบวกกับเสียงกิ่งกังสดานที่อยู่าบนตัวโบสถ์และในยามที่เสียงใบไม้กระทบกัน  ยามเมื่อสายลมโบกพัดผ่านเย็นสบายเสมือนเสียงดนตรีของธรรชาติบรรยากาศสภาพตนอนี้เหมือนกับว่าได้มายืนอยู่อีกโลกหนึ่ง  เป็นโลกที่สงบเงียบ  อารมณ์จิตใจที่วุ่นวายขุ่นมัวกับภาระหน้าที่  การทำมาหากินได้ถูกทอดทั้งสิ้นไป  ไม่เหลือให้มาคิดกังวลเลย                การที่คนเรายืนอยู่ที่สูง  ๆ แล้วมองทอดสายตาลงไปเห็นบ้านเรือนต้นไม้ถนนหนทางย่อส่วนเล็กไปหมดนั้น  ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่งจะ รู้สึกตัวเองว่ายิ่งใหญ่มีความภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้นฉะนั้นจึงกระซิบบอกว่าถ้าท่านได้มีโอกาสได้มาพักค้างคืนที่วัดถ้ำผาจมนี้แล้ว  อย่าเพิ่งเอาแต่นอนอย่าน้อย ๆ ขอให้ขึ้นมาที่ดาดฟ้าชมความงามยามราตรีเอากำไรชีวิตไว้ก่อนแล้วท่านจะหายง่วงเอง  อยากจะหลับนอนไว้นอนบนรถเพราะต้องเดินทางไกลอยู่แล้ว  ดาดฟ้านี้จึงมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง สำคัญอยู่ที่ว่า  ท่านรู้จักตักตวงเอากำไรไว้หรือไม่?   เมื่อเที่ยวเขาชั้น  ๒ หมดแล้ว  ถ้ายังไม่หายเหนื่อยแล้ว เขาชั้น ๓ ยังรอท่านอย่า  ชั้น  ๓ นั้นเป็นทางเดินกว้าง  ถ้าไปทางทิศตะวันตก  เส้นทางยังไม่ชันพอที่จะขึ้นไปได้อย่างสบาย ๆ จะพบกันที่พักของพระเณร  สร้างเป็นตึก    ชาน  ตรงบริเวณนี้สามารถมองทิวทัศน์ธรรมชาติได้กว้างขึ้น  เพราะอยู่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง                ความสูงของเขาชั้น    เมื่อมองเปรียบเทียบไปยังทิวเขาที่ตั้งของพระธาตุดอยเวาแล้ว  จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน  เห็นเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แต่ยังชาดเจน   และถ้ามองต่ำลงมายังที่พักของฆราวาสแล้วจะเห็นลานดาดฟ้าย่อเล็กลงไป  ตามความสูงที่เราได้ขึ้นมาถึงตอนนี้แล้วจะนั่งพักใต้อาคารของพระดูวิวไปหรือขอน้ำจากพระดื่มดับกระหายก็ได้เสร็จแล้วเมื่อเดนไปอีกนิดหนึ่งจะเห็นกำแพงวัดถ้ำผาจมกั้นเป็นแนวเขตให้รู้ว่าเป็นที่ใครเขตใครเมื่อสุดเขตนี้แล้วให้หันกลับจะเห็นทางขึ้นเขาชั้นบนเป็นชั้นที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เส้นทางจะโค้งโอบไปตามลักษณะ ของภูเขา  ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่มีลักษณะคล้ายกับหัวมังกร  เมื่อเดินผ่านโค้งแรกแล้ว  จะเห็นทิวทัศน์ของฝั่งพม่า  เห็นสายน้ำแม่สายที่เป็นลำน้ำแบ่งเขตแดนเห็นหมู่บ้านชาวพม่า  ซึ่งเห็นชาวบ้านเล็กขนาดตัวเท่ามด เป็นภาพที่น่าดูมาก  ประกอบกับสายลมทีพัดมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ไม่เหนื่อย                เมื่อมองตรงไปที่เขาพม่าจะเห็นวัดและพระพุทธรูปสูงเด่น เป็นสง่าอยู่บนยอดเขา  พระพุทธรูปองค์นี้จะมีขนาดใหญ่มาก จึงทำให้ความห่างไกลขนาดที่ยืนอยู่คนละประเทศยังมองเห็นได้เสียดายที่ผู้เขียนไม่ได้เอากล้องส่งองทางไกลไปด้วยจากจุดยืนบริเวณที่ยืนอยู่บนข้างเขานี้ ยังสามารถมองเห็นตลอดฝั่งไทยให้เปรียบเทียบความเจริญของคนทั้ง  2   ประเทศ เมื่อหายเหนื่อยดูดวิวจนพอใจแล้ว  ให้เดินขึ้นเขาต่อไป  ทางจะสูงชันขึ้นไปแต่เป็นทางใหญ่เรียบ เพราะหลวงพ่อวิชัย เขาหัวมังกรนี้ฉะนั้นเส้นทางเดินจึงสามารถเดินไปได้อย่างสบาย ไม่ต้องไต่ปีน  เพียงแต่ว่าจะชันนิดหน่อยเท่านั้นเองด้านบนยังมีกุฎิพระให้เห็นอยู่เป็นระยะ ๆ  และยังใช้เป็นสถานที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ภายในวัย ที่กักเก็บน้ำมี  ๒ แห่ง ต่างระดับกันบนเขาสูงที่กำลังขึ้นไปแห่งหนึ่ง อีกที่หนึ่งอยู่ที่เขาชั้น  ๒ แต่อยู่ด้านหลังเขาหรือทางทิศใต้ตามที่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูกัน น้ำที่วัดถ้ำผาจมจึงได้มีใช้ อย่างไม่ขาดแคลนเท่าไรนัก และเดินขึ้นไปให้ถึงยอดเขาบนสุดเลยจะใช้เวลาอีกสัก  ๓๐  นาทีได้ถ้าเดินอย่างสบาย ๆ ก็ ๔๐  นาที นับจากเขาชั้น    ตรงบริเวณที่เป็นตึกพระด้านกำแพงเขตวัดถ้ำผาจม 

 

LAST_UPDATED2
 
PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย manager   
วันพุธที่ 01 มิถุนายน 2011 เวลา 08:09
 

           พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ "พระนางสิริมหามายา" พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

          ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)

          ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา" แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา 

          ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน 

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif ประวัติพระพุทธเจ้า : ชีวิตในวัยเด็ก

          เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระบิดาไม่ประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์

          เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า "ราหุล" ซึ่งหมายถึง "บ่วง" 

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif ประวัติพระพุทธเจ้า : เสด็จออกผนวช

          วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา


          ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ 

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif ประวัติพระพุทธเจ้า : บำเพ็ญทุกรกิริยา

          หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

          จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์

          หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี 


http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif ประวัติพระพุทธเจ้า : ตรัสรู้

          ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ

          ยามต้น หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้ 

          ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้

          ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา 

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif ประวัติพระพุทธเจ้า : แสดงปฐมเทศนา

          หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าพระธรรมนั้นยากต่อบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอนได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระอาจารย์ จึงหวังเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

          ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่งถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา

          ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่า "อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า อัญญาโกณฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

          หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา


http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif ประวัติพระพุทธเจ้า : การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

          ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาโปรดแก่ยสกุลบุตร รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม 60 รูป

          พระพุทธเจ้าทรงมีพระราชประสงค์จะให้มนุษย์โลกพ้นทุกข์ พ้นกิเลส จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัสให้พระสาวก 60 รูป จาริกแยกย้ายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แห่ง โดยลำพัง ในเส้นทางที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่อย่างครอบคลุม ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม

          หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีผู้เลื่อมใสพระพทุธศาสนาเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงอนุญาตให้สาวกสามารถดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ การปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา 

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif ประวัติพระพุทธเจ้า : เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน จึงได้ทรงปลงอายุสังขาร ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี โดยก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำถวาย แต่เกิดอาพาธลง ทำให้พระอานนท์โกรธ แต่พระองค์ตรัสว่า "บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2 ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และปรินิพพาน" และมีพระดำรัสว่า "โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา" อันแปลว่า  "ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"

          พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  ซึ่งถือได้ว่า "พระสุภภัททะ" คือสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุชนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้

          ในครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" (อปปมาเทน สมปาเทต) 

          จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช 

LAST_UPDATED2
 
PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย manager   
วันพุธที่ 01 มิถุนายน 2011 เวลา 07:22

บุคลากรและหน่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา

พระภิกษุปฏิบัติงานด้านเผยแผ่                        135     รูป

พระธรรมทูต                                             105     รูป

พระบัณฑิตเผยแผ่พระพุทธศาสนา                     10     รูป

พระภิกษุปฏิบัติงานเผยแผ่ฯพื้นที่เฉพาะ                20    รูป

หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.)        114     หน่วย

ศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำจังหวัด               1     แห่ง

พระจริยนิเทศ                                                4     รูป

สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดเชียงราย               17    แห่ง

มหานิกาย                                                   14    แห่ง

ธรรมยุติ                                                       3     แห่ง

สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดดีเด่น                    5     แห่ง

 

บัญชีรายชื่อสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดเชียงราย

แห่งที่

วัด

ตำบล

อำเภอ

มหานิกาย

1

พระธาตุผาเงา

เวียง

เชียงแสน

2

ถ้ำผาจม

เวียงพางคำ

แม่สาย

3

มงคลธรรมกายาราม

โป่งงาม

แม่สาย

4

วรกิจตาราม

รอบเวียง

เมืองเชียงราย

5

ถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

ธารทอง

พาน

6

อุทธราราม

เวียง

เทิง

7

สันเจริญ

ป่าแงะ

ป่าแดด

8

คีรีมงคล

เจริญเมือง

พาน

9

ร่องหวาย

ดงมหาวัน

เวียงเชียงรุ้ง

10

ห้วยหก

บุญเรือง

เชียงของ

11

พระธาตุดอยตุง

ห้วยไคร้

แม่สาย

12

พระธาตุดอยกองข้าว

ดอยฮาง

เมืองเชียงราย

13

แม่สาย

แม่สาย

แม่สาย

14

วัดห้วยประสิทธิ์

ป่าหุง

พาน

ธรรมยุติ

1

เม็งรายมหาราช

รอบเวียง

เมืองเชียงราย

2

ภูมิพาราราม

ท่าสุด

เมืองเชียงราย

3

หลวงราษฎร์เจริญธรรม

แม่เจดีย์

เวียงป่าเป้า

LAST_UPDATED2
 
PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย manager   
วันพุธที่ 01 มิถุนายน 2011 เวลา 03:56

จำนวนวัดในจังหวัดเชียงราย

วัดมีพระสงฆ์ จำนวน 1,282 วัด

วัดตามทะเบียน จำนวน 1,011 วัด
มหานิกาย 979 วัด

ธรรมยุต 31 วัด

จีนนิกาย 1 วัด

อนัมนิกาย - วัด


ที่พักสงฆ์ จำนวน 196 วัด

มหานิกาย 148 วัด

ธรรมยุต 48 วัด

จีนนิกาย - วัด

อนัมนิกาย - วัด


พระอารามหลวง จำนวน 3 วัด

มหานิกาย 3 วัด

ธรรมยุต - วัด


วัดราษฎร์ จำนวน 1,008 วัด

มหานิกาย 976 วัด

ธรรมยุต 31 วัด

จีนนิกาย 1 วัด

อนัมนิกาย - วัด

วัดพัฒนาตัวอย่าง                        15       วัด

วัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น                  13       วัด

วัดอุทยานการศึกษา                       2       วัด

สวนสมุนไพรในวัด                         3       วัด

วัดร้าง                                    142      วัด

ผู้เช่าที่ดินวัดร้าง                         108     วัด

 

จำนวนวัดที่ถูกต้องตามทะเบียนวัด

ที่

อำเภอ

จำนวนวัดตามทะเบียน พ.ศ.2558

รวม

วัด

สำนักสงฆ์

1

เมืองเชียงราย

117

41

158

2

เวียงชัย

32

17

49

3

เวียงเชียงรุ้ง

22

9

31

4

พาน

103

38

141

5

แม่ลาว

34

8

42

6

แม่สรวย

24

19

43

7

เวียงป่าเป้า

42

7

49

8

ป่าแดด

16

11

27

9

แม่สาย

49

13

62

10

แม่จัน

65

30

95

11

เชียงแสน

44

18

62

12

ดอยหลวง

10

13

23

13

เชียงของ

39

19

58

14

เวียงแก่น

7

11

18

15

เทิง

56

32

88

16

พญาเม็งราย

16

17

33

17

ขุนตาล

25

3

28

18

แม่ฟ้าหลวง

1

3

4

รวม

702

309

1,011

LAST_UPDATED2
 


JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL

ผอ.พศ.


พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผวจ.เชียงราย


นายประจญ  ปรัชญ์สกุล
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

ผอ.พศจ.ชร.


นายประพันธ์  คำจ้อย
ผู้อำนวยการ
สำนักงานพระพุทธศาสนา
จังหวัดเชียงราย

แบบฟอร์มและเอกสาร

เว็บสำนักพุทธจังหวัด

Untitled Document

สถิติผู้เข้าชมเว็บ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้46
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้77
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้195
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว511
mod_vvisit_counterเดือนนี้847
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2102
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด267339

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2018-12-12 12:43

เจ้าคณะภาค ๖


พระธรรมราชานุวัตร
เจ้าคณะภาค ๖
วัดพระแก้ว พระอารามหลวง
อ.เมืองฯ จ.เชียงราย

เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย


พระรัตนมุนี
ผู้รักษาการแทน
เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย
วัดพระแก้ว พระอารามหลวง
อ.เมืองฯ จ.เชียงราย

เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (ธ)


พระครูกันตธรรมานุวัฒน์
เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (ธ)
วัดป่าบ้านเหล่า อำเภอเวียงเชียงรุ้ง

ที่ตั้งสำนักงาน

mahatera

http://mahathera.onab.go.th/